สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมากล่าวถึง 2 สิ่งที่เหลือในการประเมินคุณภาพมุกกันนะครับ ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ
รูป : มุก Overtone Color
|
||||||
|
สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมากล่าวถึง 2 สิ่งที่เหลือในการประเมินคุณภาพมุกกันนะครับ ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ รูป : มุก Overtone Color
สวัสดีครับเพื่อนๆ ช่วงนี้ผมงานยุ่งครับ เลยไม่ค่อยได้มีเวลาไปออกกำลังกาย พอไม่ได้ออกกำลังกายนานๆร่างกายก็เริ่มอ่อนแอลง โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มถามหาครับ ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีเวลาก็หาเวลาไปออกกำลังกายกันบ้างนะครับ สุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรง “อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป้นลาภอันประเสริฐ นะครับ วันนี้เรามาว่ากันในเรื่องของ การประเมินคุณภาพมุก ต่อนะครับ โดยหลักในการประเมินที่จะพูดในวันนี้คือ ความหนาของชั้นมุก (Nacre Thickness) ความหนาของชั้นมุก หรือที่เรียกกันว่า Nacre Thickness ปัจจุบันนั้น การเลี้ยงมุกแบบใส่นิวเคลียสทำให้เกิดชั้นมุกซึ่งมีความหนาแตกต่างกันไป ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นในวงการค้ามุกคือถ้ามีมุกที่มีขนาดและคุณภาพเท่าเทียมกัน แต่ระยะเวลาในการเลี้ยงแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ความหนาของชั้นมุกแตกต่างกันด้วย มุกทั้งสองเม็ดนี้จึงมีราคาที่แตกต่างกัน โดยมุกที่มีความหนาของชั้นมุกที่มากกว่าจะมีราคาแพงมากกว่าครับ เพราะว่าชั้นมุกที่หนานั้นจะทำให้มุกที่ได้มีความทนทานมากขึ้นครับ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผมได้มัดมือชกน้องชายวาดภาพขึ้นมาเพื่อประกอบคำอธิบาย ฮุฮุ
ชั้นของมุกคือช่วงระหว่างเม็ดนิวเคลียสจนถึงผิวมุกครับ เพื่อนๆลองสังเกตที่มุกจริงดูนะครับ โดยส่องตรงรูที่ร้อยมุก เพื่อนๆจะเห็นชั้นของมุกเหมือนในรูปครับ โดยชั้นของมุกนั้นสามารถที่จะช่วยยืนยันให้ได้ด้วยว่าเป็นมุกแท้ ถ้าเป็นมุกพลาสติกหรือมุกเทียมจะไม่มีชั้นของมุกครับ จะเป็นลักษณะของเคลือบสีที่ผิวมากกว่า การตรวจความหนาชั้นมุกนั้น สามารถทำได้โดยดูผ่านทางรอยเจาะจะเห็นได้ชัดเจน หรือมองในทิศที่มีไฟความเข้มสูงฉายจากด้านหลัง ถ้าชั้นมุกบางมากจะเห็นแถบเส้นขวางซึ่งเป็นลายของนิวเคลียสได้อย่างชัดเจน ในกรณีของมุกดำ หรือมุกทะเลใต้ที่ขนาดใหญ่และไม่ได้เจาะรูนั้น สามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยการฉายภาพรังสี X-ray เท่านั้นครับ ดังนั้นถ้าเกิดเพื่อนๆ ลองตรวจด้วยตัวเองแล้วแต่ยังไม่แน่ใจ ก็ควรที่จะส่งให้สถาบันที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจดูอีกทีดีกว่านะครับ เพราะของไม่ใช่ถูกๆ และจะได้สบายใจด้วยครับ
สวัสดีวันพฤหัสบดีครับ วันนี้มีเวลาว่างมาเขียนบล้อกให้เพื่อนๆ อ่านกันต่อซะทีนะครับ ช่วงนี้เรื่องของมุกเยอะเป็นพิเศษ หวังว่าเพื่อนๆคงยังไม่รีบเบื่อนะครับ เหตุที่ผมเลือก มุก มาเขียนก่อนเพราะช่วงนี้เทรนด์ของมุกกำลังขึ้นครับ เลยคิดว่าน่าจะโดนใจเพื่อนๆไม่มากก็น้อย ว่ามาซะยาว วันนี้ผมขอเล่าเรื่อง การประเมินคุณภาพของมุก ในส่วนของความวาวของมุก หรือที่ในวงการ Jewelry เรียกกันว่า Luster นะครับ
รูป : Luster ที่สวยที่สุดเรียงจากซ้ายไปขวา
สวัสดีครับเพื่อนๆ ด้วยเหตุที่เรื่องการประเมินคุณภาพของมุก เป็นเรื่องที่ละเอียด ทำให้ผมไม่สามารถที่จะจบลงในตอนเดียวได้ ผมเลยขอนำขึ้นมาแยกเป็นหัวข้อขึ้นมาใหม่ตังหากเลยนะครับ ถ้าพร้อมแล้วก้เริ่มเลยครับ หลักในการประเมินคุณภาพของมุกประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 5 ประการ ที่ใช้ในการพิจารณา คือ รูปร่าง (Shape), ความวาว (luster), ความหนาของชั้นมุก (Nacre Thickness), สี (Color) และ ความสมบูรณ์ของผิว (Surface Perfection)
สำหรับในตอนที่ 1 นี้ผมจะขอพูดถึงการประเมินคุณภาพของมุกในด้านรูปร่างก่อนนะครับ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลยครับ ^^ สวัสดีครับเพื่อนๆ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยระวังอย่าให้เป็นหวัดกันนะครับ ส่วนตัวผม ไม่ค่อยชอบฝนสักเท่าไหร่นักเพราะออกไปข้างนอกได้ลำบากในเวลากลางวัน แต่ถ้าตกในเวลากลางคืนแล้วละก็เยี่ยมเลย หลับเย็นสบายครับ เคยได้ยินคนพูดกันว่า มุกจีน มุกญี่ปุ่น มุกซีกฯลฯ บางคนอาจจะสงสัยว่าเค้าพูดอะไรกัน งงเว้ย~~ วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปรู้จักศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับมุกกันนะครับ
สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มารู้จักน้องมุกกันต่อนะครับ เพื่อนๆอาจจะคงอยากรู้ว่า ทำไมมุกถึงมีความวาวสวยและมีราคาพอสมควรในตลาด ดังนั้นวันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมุกครับ พร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ
สวัสดีครับ วันนี้วันแม่ อย่าลืมแสดงความรักต่อแม่ให้มากๆนะครับ วันนี้ผมก็จะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมุกให้ฟังนะครับ อันว่าเรื่องมุกนี้ถ้าจะให้เขียนให้จบในโพสเดียวสงสัยคงจะยาวมาก –_- เอาเป็นว่าผมจะค่อยๆอธิบายเป็นลำดับขั้นไปแล้วกันนะครับ ถ้าใครพร้อมแล้วก็ตามมากันเลยครับ |
||||||
|
|
||||||
หัวข้อที่มีคนอ่านมากที่สุด