มุก อัญมณีเลอค่าแห่งท้องทะเล - ตอนที่ 2

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มารู้จักน้องมุกกันต่อนะครับ เพื่อนๆอาจจะคงอยากรู้ว่า ทำไมมุกถึงมีความวาวสวยและมีราคาพอสมควรในตลาด ดังนั้นวันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมุกครับ พร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ

การที่เราจะรู้จักวิธีทำมุกเลี้ยงที่กระผมได้กล่าวเอาไว้ใน ตอนที่ 1 นั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าการกำเนิดของมุกนั้นเป็นยังไง การกำเนิดของมุกธรรมชาตินั้น สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ปรสิตที่มาเกาะบนผิวเปลือกหอยนั้น ได้เจาะทะลุลงไปในตัวหอย เมื่อปรสิตเข้าไปภายในจ้าตัวหอยมุกได้นั้น จึงทำให้เจ้าหอยมุกต้องกำจัดสารแปลกปลอมนั้นๆ โดยหอยมุกจะผลิตสารเคลือบที่เรียกว่าชั้นมุก (Nacre) ออกมาหุ้มสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นๆ เมื่อเวลานานเข้าก็ก่อให้เกิดเม็ดมุกขึ้นในตัวหอยมุกนั่นเองครับ


ภาพ : ไข่มุกบนเปลือกหอยมุก

ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างชั้นมุกคือ เนื้อเยื่อที่เรียกกันว่า แมนเทิล (Mantle) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อบางๆที่ทำหน้าที่สร้างเปลือกหอยนั่นเอง จากการค้นพบนี้เองนำไปสู่การใช้เนื้อเยื่อดั่งกล่าวมาประยุกต์ในการเพาะเลี้ยงมุก

ในการเพาะเลี้ยงมุกน้ำเค็มนั้นจะใช้ชิ้นเนื้อเยื่อขนาดเล็กนี้ประกบกับ ลูกปัดกลม(ทำมาจากเปลือกหอยน้ำจืดทางอเมริกา) ใส่เข้าไปในอวัยวะที่เรียกว่า Gonad หรือรังไข่ในตัวหอมุกแล้วปล่อยให้เนื้อเยื่อแผ่นเล็กๆนี้เติบโตกลางเป็นถุงหุ้มลูกปัดดังกล่าวซึ่งเรียกว่า Pearl Sac แล้วเนื้อเยื่อดังกล่าวก็จะค่อยๆสร้างชั้นมุกขึ้นมาเคลือบลูกปัดกลมเอาไว้ ทังนี้สีของมุกขึ้นอยู่กับว่าใช้เนื้อเยื่สีอะไร นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงเห็นมุกสีดำอยู่ในตลาด เพราะว่าเค้าใช้เนื้อเยื่อของหอยมุกพันธ์ Pinctada Magaritifera ซึ่งหอยมุกชนิดนี้จะมีสีดำนั่นเอง


ภาพ : การใส่เนื้อเยื่อลงในหอยมุก ใส่จริง เจ็บจริง ได้มุกจริงครับ O-O


แงะกันให้ดูไปเลย


อีกสักรูป

เพื่อนๆคงพอจะเห็นภาพของมุกเวลาอยู่ในหอยจากรูปข้างบนแล้วนะครับ ว่าแล้วก็ไปคุยกันต่อ..
ความหนาของชั้นมุกนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเพาะเลี้ยง สภาพแวดล้อมต่างๆของสถานที่เพาะเลี้ยง โดยทั่วไปหอยมุกน้ำเค็ม 1 ตัวสามารถผลิตมุกได้ 2-3 เม็ด โดยเฉลี่ยต่อตัวตลอดอายุของหอยมุก

ส่วนมุกเลี้ยงน้ำจืดนั้นจะต้องมีการใช้แผ่นเนื้อเยื่อแมนเทิลเล็กๆ เช่นเดียวกับการเลี้ยงมุกน้ำเค็ม แต่จะแตกต่างกันตรงที่หอยมุกน้ำจืดนั้นจะฝังแมนเทิลเล็กๆเข้าไปในชั้นแมนเทิลของหอยมุกที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงโดยไม่ได้มีการนำไปติดกับลูกปัดก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มุกน้ำจืดที่อยู่ในตลาดมีรูปร่างที่ไม่ค่อยจะกลมนักเมื่อมองด้วยตาเปล่า และเนื่องจากหอยมุกน้ำจืด 1 ตัวสามารถที่จะผลิตมุกได้ครั้งละ 30-40 เม็ดเลยทีเดียวจึงเป็นสาเหตุว่าทำไม มุกน้ำจืดจึงมีราคาถูกกว่ามุกน้ำเค็มนั่นเองครับ

ส่วนมุกครึ่งซีกหรือที่เราเรียกว่า Mabe Pearl นั้นจะใช้หอยมุกน้ำเค็มโดยไม่ใช้ชิ้นเนื้อเยื่อแมนเทิลเลย แต่จะใช้การสอดชิ้นพลาสติกหรือ ขี้ผึ้งที่มีรูปร่างแบบต่างๆเป็นครึ่งซีกเข้าไปใต้ชั้นแมนเทิลโดยตรง เพื่อให้ชั้นแมนเทิลนั้นสร้างชั้นมุกมาเคลือบชั้นพลาสติกหรือขี้ผึ้งนั้นเองครับ

ครับเพื่อนๆก็คง จะได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการกำเนิดมุกไม่มากก็น้อยล่ะครับ :D ถ้าเพื่อนๆมีคำถามอะไรก็ถามมาได้เลยนะครับผมจะพยายามตอบให้ถ้าไม่รู้ก็จะไปค้นหามาให้ครับ สำหรับเรื่องของมุกในตอนหน้าเราจะไปเรียนรู้กันว่า ที่เค้าพูดกันว่า มุกจีน มุก southsea มันคืออะไรกันครับ สำหรับวันนี้ก็ลากันไปด้วยเครื่องประดับมุกสวยๆครับ สวัสดีครับ….โอ

Link ที่เกี่ยวข้อง :

มุกอัญมณีเลอค่าแห่งท้องทะเล – ตอนที่ 1

ที่มา – สถาบัน GIT

รูปภาพ – Google

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>