การประเมินคุณภาพมุก - ตอนที่ 4

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมากล่าวถึง 2 สิ่งที่เหลือในการประเมินคุณภาพมุกกันนะครับ  ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ


รูป : มุก Overtone Color

เรามาเริ่มกันด้วยเรื่องสีของมุกกันก่อนนะครับ ในการพิจารณาสีของมุกนั้น เราต้องดูสีโดยพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. Body Color (บอดี้-คะเล่อร์) สีพื้นของมุกเม็ดนั้นนั่นเอง เพื่อนๆลองสังเกตดูครับมุกแต่ละเม็ดจะมีสีที่แตกต่างกัน บางทีก็มีสีขาว ทอง เหลือง เงิน ฯลฯ

2. Overtone Color (โอเว่อร์โทน – คะเล่อร์) เป็นสีที่มองเห็นอยู่บนสีพื้นซึ่งเกิดจากการสอดแทรกของแสงผ่านชั้นต่างๆที่ผิวของมุก ถ้าเพื่อนๆนึกภาพไม่ออก ลองดูรูปข้างบนดูครับจะเห็นว่า เหลือบสีของมุกแต่ละเม็ด มีสีที่แตกต่างกัน บางอันสีงเงิน บางอันสีชมพู บางอันก็สีส้ม นอกจากนี้ยังมีสี Peacock (พีค้อก) และสีอื่นๆอีกมากมายครับ

หากถามว่ามุกสีไหนเป็นที่นิยมมากที่สุด จากประสบการณ์ของผมนะครับ ดังนั้นอย่าฟันธงทันทีครับ มันขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล,เทรนด์ของตลาด และก็ชนชาติครับ อย่างเช่น คนไทยส่วนใหญ่จะชอบมุกสีขาวที่มี Overtone เป็นสีชมพู ส่วนคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะชอบ มุกสีขาวที่มี Overtone เป็นสีออกเหลืองๆ เพราะเข้ากันกับสีผิวของเค้านั่นเอง ส่วนคนยุโรปส่วนใหญ่จะชอบ Overtone ที่เป็นสีเงิน

ส่วนเรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ ความสมบูรณ์ของผิวมุก ครับ

ความสมบูรณ์ของผิวมุก

มันเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้วที่มุกในอุดมคติของทุกๆคนคือ มุกที่ผิวเรียบสนิทสม่ำเสมอใช่มั้ยครับ? แต่อย่างว่าครับของที่มันเป็นธรรมชาติ มันจะต้องมีตำหนิบ้างอยู่เป็นธรรมดา จะให้มันเนียนเรียบเหมือนของเก๊ได้ไงจริงมั้ยครับ ดังนั้นในการเลือกซื้อมุกจึงควรที่จะตระหนักถึงปัจจัยในข้อนี้ด้วยเสมอ ราคาของมุกย่อมแปรตามความสมบูรณ์ของผิวเสมอ เนื่องจากมุกที่มีผิวสวยงามผลิตได้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าตำหนิประเภทไหนที่ยอมรับได้ และประเภทใดไม่เป็นที่ยอมรับ

*ตำหนิที่ยอมรับได้ ต้องมีในปริมาณน้อยนะครับต่อให้ตำหนิเล็กแต่เยอะก็นะ….

  • ผิวไม่เรียบสม่ำเสมอ อาจจะมีสันนูนเล็กๆโผล่ขึ้นมาบ้าง
  • รอยบิ่น หลุมและรอยชั้นมุกที่หลุดลอกออกไป
  • หลุมเล็กๆ เป็นหลุมขนาดเล็กสังเกตยากด้วยตาเปล่า ไม่มีผลมากกับความสวยงาม
  • จุดด้าน รอยสีด้านๆ เป็นบริเวณที่มีความวาวต่ำ อาจเกิดจากการสัมผัสกับสารเคมีบางชนิดหรือเกิดจากคุณภาพของมุกเอง
  • รอยขีดข่วน ไม่มีผลมากถ้ามีนปริมาณน้อย

ตำหนิที่รับไม่ได้หรือตำหนิแบบรุนแรง

  • รอยแตกของชั้นมุกที่เห็นทั่วทั้งเม็ด มักเกิดในมุกที่มีความหนาของชั้นมุกบางมากๆ
  • รอยแตกของชั้นมุกที่หลุดออกไปจนเห็นลูกปัดด้านใน
  • ตำหนิที่มีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน
  • ลักษณะตำหนิต่างๆที่มีมากจนกินบริเวณส่วนใหญ่บนผิวของมุก

ครับถ้าเพื่อนๆได้อ่านบทความในด้านการประเมินคุณภาพมุกครบทั้ง 4 ตอนอย่างละเอียดแล้ว ผมเชื่อว่าเพื่อนๆคงจะสามารถพอที่จะเลือกซื้อมุกที่มีคุณภาพได้ด้วยตนเองแล้วล่ะครับ

Tips & Technique เกี่ยวกับมุก

สุดท้ายนี้ผมก็ขอแนะนำสุภาพสตรีทั้งหลายนะครับว่า เวลาที่จะใส่มุกถ้าจะฉีดน้ำหอม หรือทาอะไรก็แล้วแต่ควรที่จะฉีดแล้วปล่อยให้แห้งก่อนที่จะทำการสวมใส่มุกนะครับ ทั้งเพราะมุกเป็นอัญมณีที่บอบบางมากสามารถที่จะทำปฏิกริยากับสารเคมีได้ง่าย บ่อยครั้งที่ลูกค้าถามผมว่า ใส่มุกไปนานๆทำไม ความวาวลดลง อันนี้ก้มีสาเหตุมาจากที่ผมได้กล่าวไปข้างบนนั่นแหละครับ

ส่วนการทำความสะอาดมุกหลังการสวมใส่นั้นทำไม่ยากครับ ถ้าไม่เป็นคราบสกปรกมากให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดแล้วก็เก็บใส่กล่องแยกไว้ต่างหาก หากเก็บรวมกับเครื่องประดับอื่นอาจจะทำให้สีกันจนเป็นรอยได้ครับ ส่วนถ้ามีคราบสกปรกก็ให้ใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆเช็ดแล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำนะครับ ขอย้ำเพื่อนๆนะครับว่า ห้ามใช้ แอลกอฮอลล์ เช็ดโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นน้อง มุก อาจจะเสียหายได้ครับ…โอ

Credit บทความ : GIT

Link ที่เกี่ยวข้อง :

การประเมินคุณภาพมุก – ตอนที่ 1

การประเมินคุณภาพมุก – ตอนที่ 2

การประเมินคุณภาพมุก – ตอนที่ 3

1 comment to การประเมินคุณภาพมุก – ตอนที่ 4

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>